Meeting Party ทุกศุกร์แรกของเดือน ณ iOffice หน้ากองบิน 41 เชียงใหม่

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Be grateful with what you have.


น้องเกวียนฮงหยาง จากประเทศจีน สูญเสียขาในอุบัติเหตุ 

ครอบครัวของเธอยากจนเกินกว่าจะหาขาเทียมให้น้องได้
จึงต้องดัดเเปลงลูกบาสเกตบอลเพื่อหนุนช่วงตัว และต่อไม้สองชิ้นถือไว้เพื่อใช้ในการก้าวแทนขา
เธอใช้ลูกบาสจนเก่าพังไปแล้วถึงหกลูก
แต่เธอก็ยังคงร่าเริงและยิ้มได้...
The smiling crippled girl
แม้จะพิการแต่เธอยังคงยิ้ม

Qian HongYan lost her legs in an accident
[]

Her family in China are poor and couldn't afford prosthetic legs, so she uses a basketball to help her move. 

[]

Qian uses two wooden props to drag herself, and never complains, even though she has worn through six basketballs. 

[]

She attends her class

[]
She always smiles
 
Always smiling
[]
 

Always cheerful
[]

always positive

With your help she is now able to afford a pair of prosthetic legs. 


[]
[]e
[]
[]

Please forward to all your friends. AOL will donate 10cents for every address you forward to a special fund to help people like HongYan.

Smile always

Be grateful with what you have. 

 

 ทุกการส่งต่อฟอร์เวิร์ดเมล์นี้เธอจะได้รับ 10 เซ็นต์

($1 = 100 cent   = 30 Baht โดยประมาณขั้นต่ำ ดังนั้น 1 บาท เท่ากับ 3.33 เซ็นต์--ผู้แปล)

ซึ่งตอนนี้การคลิกส่งของพวกคุณทำให้เธอได้ขาเทียมคู่นั้นมาแล้ว

 

 

จงใช้ชีวิตอย่างเริงร่า ยิ้มสู้อุปสรรคและปัญหา เพราะสิ่งที่คุณเผชิญน้อยนักเมื่อเทียบกับผู้สูญเสียทั้งโอกาส และอวัยวะอีกหลายคน

 

จงดีใจที่อย่างน้อย แม้จะถูกเจ้านายบ่น เพื่อนร่วมงานนินทา แต่คุณก็ยังมีแขน ขา สติปัญญาบริบูรณ์

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Re: เธอ ชื่อ ' คิม ฟุค

เอกสารนี้ถูกนำเข้ามายัง Google Documents ในชื่อของคุณ:
http://docs.google.com/Doc?id=dcgbc9mf_105d2d967g8&invite=
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ทีม Google Documents

เธอ ชื่อ ' คิม ฟุค


 


   
เธอ ชื่อ  ' คิม ฟุค '
(
Kim Phuc is Her Name)
แปลว่า 'ความสุขดุจทองคำ'
 (Golden Happiness)


1972napalmnow.jpg
เบื้องหน้าของ คิม ฟุค


เบื้องหลังของ คิม ฟุค


เบื้องหลังผ่าตัดแล้ว ๑๗ ครั้ง ขณะที่ลูกพี่ลูกน้อง ๒ คนตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว


เธอเกิดที่ Trang Bang  ตะวันตกเฉียงเหนือกรุงไซ่ง่อนในเวียตนามใต้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖


เวลา  บ่าย ๒ โมง     วันที่  ๘ มิถุนายน ๒๕๑๕  ระเบิดไฟนาปาล์ม ๔ ลูก ถูกทิ้งลงที่บ้านเธอ




ขณะนั้น คิม ฟุค มีอายุ ๙ ขวบ ระเบิดเพลิงตกใส่เธอ เธอถอดเสื้อผ้าที่ไฟกำลังลุกออกแต่ไฟยังคงไหม้บนตัวเธอ


ผู้คนช่วย ราดน้ำบนตัวเธอ   เพื่อดับไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่บนตัวเธอ  จนเธอหมดสติไป


Huynh Cong (Nick) Ut
ช่างภาพ ช่วยพาเธอส่งโรงพยาบาล คอยให้กำลังใจ  และจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ


ภาพของเธอ  ที่ Nick Ut ถ่ายไว้  ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกและได้รับรางวัล Pulitzer ในปีถัดมาคือ พ.ศ. ๒๕๑๖

alan-downes-kim-phuc-itn-vietnam-napalm.jpg
ด้วยรางวัลดังกล่าวช่วยเปลี่ยนชีวิตของเธอและ Nick Ut   แต่เธอต้องทนทุกข์ทรมานจากบาดแผล
ไฟไหม้กว่าครึ่งตัว  หมอศัลยกรรมพลาสติค  Dr. Mark Gorney  จาก  San Francisco
อาสาสมัครประจำอยู่ที่ โรงพยาบาลศัลยกรรมเด็ก Barksy ในกรุงไซ่ง่อนกล่าวว่า 'เธอไม่น่าจะ
อยู่รอดได้ ตอนแรกคางของเธอเชื่อมติดกับหน้าอกโดยเนื้อเยื่อจากแผลเป็นแขนซ้ายของเธอไหม้
จนถึงกระดูก'  ด้วยความรักของแม่ที่คอยดูแลอยู่ข้างเตียง เธอค่อย ๆ ฟื้นตัวและตัดสินใจว่าโตขึ้น
เธอจะเป็นหมอเหมือนผู้ที่ช่วยชีวิตเธอ  หลังจากรักษาตัวอยู่ ๒ ปีเธอจึงได้กลับบ้านและเวียตนาม
ใต้ก็ถูกปกครองโดยคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘     ชื่อของกรุงไซ่ง่อนถูกเปลี่ยนเป็นโฮจิมินห์


๒๑ ปีต่อมา พ.ศ. ๒๕๓๙
คิม ฟุค ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกัน ซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูด
เนื่องในวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.


เธอได้มาเผชิญหน้ากับบุคคล    ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ  ทำให้
ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย  และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น  ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่าย
แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเรารู้ว่า   สงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง


คิม ฟุค เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้วเธอก็ได้เผยความใน
ใจว่ามีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้าน
ของเธอ


พูดมาถึงตรงนี้  ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า  คนที่เธอต้องการพบ
กำลังนั่งอยู่ ในห้องประชุมนี้      
เธอจึงเผยความในใจ  ออกมาว่า
'
ฉันอยากบอกเขาว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้
แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ   เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ทั้งใ นปัจุบัน
และอนาคต'


เมื่อเธอบรรยายเสร็จ  ลงมาจากเวที  อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขามิใช่ทหาร
อีกต่อไปแล้ว  แต่เป็นศาสนาจารย์ประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง


เขาพูด  ด้วยสีหน้าเจ็บปวด ว่า
'
ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ'


คิม เข้าไป โอบกอดเขา   แล้วตอบว่า
'
ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย'


ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัย      โดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเรา
ปางตาย       คิมฟุคเล่าว่า  เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมาน
แก่เธอทั้งกายและทั้งใจ     จนเธอเอง     ก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป
ได้อย่างไร


แต่แล้ว เธอก็พบว่า   สิ่งที่ทำร้ายเธอจริงๆ  มิใช่ใครที่ไหน  หาก
ได้แก่ความเกลียดชังที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง


'
ฉันพบว่า   การบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้  สามารถฆ่าฉันได้ '

เธอพยายามสวดมนต์  และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ
แล้วเธอก็พบว่า
'
หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด'
เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คน   ให้ทำดี  หรือไม่ทำชั่วกับเราได้  
แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้


เราไม่อาจเลือกได้ว่า รอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารัก พูดจาอ่อนหวาน
แต่เราสามารถเลือกได้ว่า  จะทำใจอย่างไร เมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา
คิมฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า
'
ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตฉันก็ดีขึ้น'

บทเรียนของคิมฟุค  คือ
ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต
แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้
บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มาก็คือ  
การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่น นั้น
ทำให้เธอเห็นคุณค่าของการ ให้ อภัย.

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Re: 21 Things can make your life easy.

เอกสารนี้ถูกนำเข้ามายัง Google Documents ในชื่อของคุณ:
http://docs.google.com/Doc?id=dcgbc9mf_93ffhbkjcj&invite=
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ทีม Google Documents

21 Things can make your life easy.

ONE. Give people more than they expect and do it cheerfully.  



TWO. Marry a man/woman you love to talk to. As you get older, their conversational skills will be as important as any other.
 



THREE. Don't believe all you hear, spend all you have or sleep all you want.
 



FOUR.. When you say, 'I love you,' mean it..
 



FIVE. When you say, 'I'm sorry,' look the person in the eye.
 



SIX. Be engaged at least six months before you get married.
 



SEVEN. Believe in love at first sight.
 



EIGHT. Never laugh at anyone's dreams. People who don't have dreams don't have much.
 



NINE. Love deeply and passionately. You might get hurt but it's the only way to live life completely.
 



TEN.. In disagreements, fight fairly. No name calling.
 



ELEVEN.
Don't judge people by their relatives.  



TWELVE. Talk slowly but think quickly.
 



THIRTEEN! .. When someone asks you a question you don't want to answer, smile and ask, 'Why do you want to know?'
 



FOURTEEN. Remember that great love and great achievements involve great risk.
 



FIFTEEN. Say 'bless you' when you hear someone sneeze.
 



SIXTEEN. When you lose, don't lose the lesson.
 



SEVENTEEN. Remember the three R's: Respect for self; Respect for others; and Responsibility for all your actions.
 



EIGHTEEN. Don't let a little dispute injure a great friendship.
 



NINETEEN. When you realize you've made a mistake, take immediate steps to correct it.
 



TWENTY. Smile when picking up the phone. The caller will hear it in your voice
 



TWENTY- ONE.. Spend some time alone. 

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ดื่มน้ำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย ดีมากๆค่ะ




 


คนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือ เรื่องของการดื่มน้ำนี่แหละครับ
 
ลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหมครับ
 
1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่ 
2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว
 
3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น 
4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว
 
ดื่มก่อนนอน เป็นต้น
 
5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น
 เราเฉลยกันไปทีละข้อๆพร้อมอธิบายละกันครับ พร้อมที่จะรู้ความผิดของตัวเองหรือยังครับ 
ข้อหนึ่ง
 
นั้น เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทุกอย่างต่างมีคุณและมีโทษ ต้องหาจุดสมดุลของมันครับ
 
น้ำดื่มมากเกินไปกลับไม่ดีเสียอีกครับ เดี๋ยวผมจะมีสูตรให้คำนวณว่าวันหนึ่งเพื่อนๆควรดื่มน้ำแค่ไหน
 
ข้อสอง 

คิดว่าทุกคนคงเคยเรียนกันมาอยู่แล้วว่าคนเราวันหนึ่งควรทานน้ำวันละ 8-10 แก้ว
 
ว่าแต่ทำได้อย่างที่เรียนมาหรือเปล่าครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่า
 
น้ำในร่างกายของเรามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน
 
น้ำที่เข้าสู่ร่างกายเรามาจากน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปเป็นหลัก
 
ส่วนน้ำจะออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และทางลมหายใจ  
 
แต่ป้สสาวะเป็นเส้นทางหลักครับ คนเราจำเป็นต้องปัสสาวะออกจากร่างกาย
 
อย่างน้อย 500 มิลลิลิตรต่อวัน
ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด 
นอกจากนี้ อีกสามทางที่เหลือโดยเฉลี่ยก็จำเป็นต้องใช้น้ำอีกราว 
1000 มิลลิลิตร หรือ 1 ลิตร ต่อวัน
 
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่ออกจากร่างกายทุกวันราว 
1500 มล. หรือ 7-8 แก้ว
 
แก้วละ 200 มล. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนครับ
 
ผมเลยมีสูตรมาให้คิดกันคร่าวๆว่าวันหนึ่งเราต้องทานน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอ
 
ต่อความต้องการของร่างกาย
 

สูตรคือ
 

น้ำหนักตัว(กก.) x 2.2 x 30) / 2 หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตร
 
ครับ เช่น หนัก 60 กก. เอาเข้าแทนค่าก็จะได้ควรดื่มน้ำ 
(60 x 2.2 x 30) หาร 2 = 1980 มล. 
หรือประมาณ 10 แก้วต่อวันครับ
ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะเดินไม่สะดวก
ร่างกายก็จะทั้งขับของเสียยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า
ทางแพทย์จีนถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวกนี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย 
บางคนบอกว่าประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มา มาเป็นลิ่มเลือด สีเข้ม หนืด ปวดประจำเดือน
 
ก็แหงละครับ น้ำไม่กินจะเอาที่ไหนไปสร้างเลือดละครับ
 
แต่ถ้าทานน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดีๆครับ
 
ข้อสาม 

อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่อาการขี้หนาวนะครับว่าน้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย
กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะและลำไส้ 
ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา
 
เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆครับ ทานน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้
 
แต่ก่อนผมไม่รู้จุดนี้ก็ทานกันไป โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองร้อน ทุกที่ต้องเสริฟน้ำเย็น เสริฟน้ำแข็งกันเป็นกระติก ๆ กินกันจนเป็นเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็เฉย ๆ
 
แต่พอตอนนี้ เห็นแล้วกลัวไปเลยครับ บ้านผมตอนนี้ไม่ทานน้ำแข็งกันแล้ว
 

ข้อสี่ 

ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนกัน ที่บอกให้ดื่มวันละ 8-10 แก้ว
 
เนี่ยจะแบ่งกินช่วงไหนระหว่างวันบ้างละ ไหนใครที่ชอบทานข้าวไปจิบน้ำไปบ้างประมาณว่ากินข้าวเสร็จ หมดน้ำไปสองแก้ว ยกมือขึ้น
 
ข้อนี้ผมจัดเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลยครับ เป็นการกินน้ำที่ผิดที่สุดครับ
 
คนเรามักทำอะไรเพลินเสียจนลืมทานน้ำ พอถึงเวลาว่างซึ่งมักจะเป็นเวลาทานข้าว
 
เขาบอกว่าให้ทานน้ำเยอะก็ทานรวดเดียวไปเลย ผิด ผิด ผิด
 
ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะช่วงเวลาที่ทานข้าวนั้น
 
ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำย่อยในการย่อยอาหาร
 
เมื่อคุณกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว น้ำย่อยก็จะเจือจาง ก็เข้าสู่ระบบเดียวกับการกินของเย็น
 
คืออาหารไม่ย่อยหมักหมม พิษถูกดูดเข้าเส้นเลือด
 
เพราะฉะนั้นที่คุณควรทำคือ ตอนเช้าตื่นมาดื่มน้ำก่อนเลยครับ 

2-5 แก้ว
เพื่อเป็นการขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะที่ให้ดื่มทันทีเพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควรก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างทานอาหารและหลังอาหาร 40 นาที ทานน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้วครับ
ในที่นี้หมายรวมถึงซุป น้ำแกง และของเหลวทุกประเภทนะครับ 
และอย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 
2-3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำ 
แก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันครับ
 
ถ้ากินน้ำครั้งละมาก ๆ ผลก็คือ 
ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึม 
ก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมดแล้ว
 
อย่างนี้ดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ยังหิวน้ำครับ เหมือนน้ำป่ามาครั้งเดียว
 
ทะลักล้นเขื่อนออกไปหมดแล้วจะเอาอะไรกักเก็บไว้ในเขื่อนละครับ
 
เหมือนทำยาก แต่จริง ๆ แล้วพอเริ่มทำมันก็ไม่ยากอะไรครับ
 
ผมแต่ก่อนทานน้ำ 2-3 แก้วพร้อมทานข้าว ด้วยเหตุผลสารพัดที่เข้าใจผิด
 
เช่น ควรกินข้าวพออิ่มและทานน้ำเพื่อให้อิ่มจริง หรือกินล้างปากสักหน่อย 
(กินกันเป็นแก้ว ล้างปากเนี่ยนะ)
หรือต้องสั่งชอคโกแลตปั่นใส่วิปครีมมากิน กินแล้วหวานมันเย็นอร่อยแต่ส่งผลเสียต่อกระเพาะโดยไม่รู้ตัว เบียร์ก็อีกตัวครับ สังสรรค์กันทีกินเข้าไปสิกี่ขวดว่ากันไป ทุกวันนี้เลิกครับได้ข้อดีอีกอย่างคือไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
 เพราะมันควรกินแกล้มอาหารเลยได้เลิกเหล้าเลิกเบียร์กันไป 
แต่ก่อนหลังทานข้าวเสร็จผมจะเรอตลอด ท้องอืดมาก ก็งง หรือว่าเรากินเยอะไป
 
แต่บางทีกินไม่เยอะก็เรอตลอด เสียบุคลิกมาก พอมารู้ตรงนี้ถึงได้ถึงบางอ้อ
 
กินน้ำเยอะอย่างนี้แล้วอาหารจะย่อยยังไงมันก็เลยเกิดลมเกิดแก๊สซิ
 
พอเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำใหม่ อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ
 
นอกจากนี้หลังอาหารยัง
ไม่ควรทานผลไม้ล้างปากทันทีอีกด้วย 
ครับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทั้งหลายเช่น ส้ม แก้วมังกร สาลี่ แตงโม เป็นต้น
 
มีสองเหตุผลครับ
 

หนึ่ง 

เพราะว่าผลไม้จะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่เสร็จ
 
ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้
 
พอไปถึงลำไส้ถึงคิวที่มันจะได้ดูดซึมมันก็เน่าเสียไปหมดแล้วครับ
 
เพราะฉะนั้นถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 
1-2 ชม. ขณะท้องว่างเพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามิน
 
สารอาหารและไม่รบกวนระบบการย่อยอาหารด้วย
เหตุผลที่สอง 
คือ น้ำย่อยในกระเพาะถือว่าเป็นธาตุไฟครับ ถ้าทานผลไม้ฤทธิ์เย็นเข้าไป
 
ก็จะส่งผลให้อาหารย่อยไม่ดี เกิดวงจรอุบาทว์ดังเช่นข้างบนอีกเหมือนกัน
 

มาถึงข้อสุดท้ายแล้ว 

เป็นไงบ้างครับ คอตกรับผิดกันเป็นแถวเชียว ยังครับมารับรู้ความผิดของตัวเองกันในข้อนี้ต่อทานน้ำอะไรกันครับ บางคนชอบทานน้ำอัดลมมาก ดื่มทุกวัน
 
ไตก็ต้องทำงานกรองน้ำให้สะอาดหนักกว่าเดิม
 
เครื่องกรองน้ำยี่ห้อแอมเวย์สามารถกรองโค้กให้กลายเป็นน้ำเปล่าได้
 
แต่อายุการใช้งานไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนหัวกรอง
 
ทว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไตได้ครับ ถ้ายังอยากให้ไตอยู่คู่กับเรานานๆแล้ว
 
คุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร อีกอย่างน้ำอัดลมน้ำเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี
 
ใส่น้ำตาลจำนวนมาก กินเข้าไปมีแต่ผลเสียครับ
 
ยิ่งอัดแก๊สอีก กินเข็าไปท็องก็อืด การย่อยอาหารก็ไม่ดี
 
เสียเงินไปทำร้ายร่างกายตัวเองเปล่าๆ
 
พวกชาพร้อมดื่มบรรจุขวดก็เหมือนกันไม่มีอะไรนอกจากน้ำตาลและคาเฟอีนปริมาณมากผสมน้ำนำมาขายแต่ถ้าเป็นชาจีนร้อนๆชงจากกาก็ควรจะเว้น
 
ระยะหลังอาหารสักครึ่ง ชม.ครับ เพราะชามีฤทธิ์เย็น ทำให้อาหารไม่ย่อย
รวมทั้งยังส่งผลต่อร่างกายในการดูดซึมธาตุเหล็กและโปรตีนอีกด้วย 
กาแฟก็ไม่ควรทานอย่างที่เคยพูดไว้ บางคนเถียงข้างๆคูๆ 
"กาแฟหอมนะหมอ" 
หอมครับผมไม่เถียง แต่มันไม่ดีครับ เดี๋ยวไอเดียบรรเจิดไม่เป็น หมอแล้ว ผลิตยาดมรสกาแฟดีกว่า ท่าจะรุ่งครบห้าข้อแล้ว โอย เหนื่อย เอนทรี่นี้ยาวเป็นบ้า แต่ก็จำเป็นต้องเขียน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน 555 
ว่าไปนั่น ที่เขียนมาให้อ่านนี้เพราะหวังดีจริงๆครับ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บ
อย่างที่บอกครับ หมอไม่อยากรักษาคนไข้หรอกครับ และหมอที่ดีที่สุดคือตัวคนไข้เอง 
เพราะพวกผมไม่มีทางอยู่กับคุณได้ตลอด ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน
 
แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนานสุขภาพที่ดีไม่ใช่ว่าป่วยแล้วไปหาหมอ
 
ได้ยามาทานแล้วหาย แต่เป็นหน้าที่ของตัวคุณเองที่ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง
 
ขอให้พวกเราชนะโดยไม่จำเป็นต้องออกกระบวนท่าครับ
 

นำไปปฎิบัติตามนะครับ อีกอย่างความรู้ควรแบ่งปันครับ
คนไม่รู้เรื่องนี้ยังมีอีกมาก 
ขอให้บอกต่อๆกันไป ขอบคุณครับ