Meeting Party ทุกศุกร์แรกของเดือน ณ iOffice หน้ากองบิน 41 เชียงใหม่

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

MoodTurn l ปรับอารมณ์ให้ดี ด้วยดนตรีบำบัด

www.moodturn.com
       

       ถ้าคุณเห็นด้วยกับทุกข้อด้านล่าง ได้แก่ ...
       
        
ใช้เวลากับจอคอมพ์มากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน
        
โกรธแฟนทันควันเมื่อเขาโทรมาไม่ตรงเวลา 
        
เกลียดรังสีอัลตร้าไวโอแลตยามออกไปทานกลางวัน
        
มึนหัวทั้งวันเมื่อฟังปราศัยการเมือง
       
       ก็แปลว่าคุณกำลังอยู่ใน
ภาวะตึงเครียด และต้องการต้องการการบำบัด และการบำบัดด้วยดนตรี (Music Theraphy) น่าจะเป็นทางเลือกที่สะดวก ประหยัด และผ่อนคลายที่สุด
       
       
MoodTurn.com คือ เว็บไซต์ที่ให้คุณได้ปรับสมดุลย์อารมณ์ด้วยการใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุดจากทางการชมภาพวิวสวยๆ พร้อมเสียงซาวน์เอฟเฟกต์ของธรรมชาติในบรรยากาศต่างๆ เช่น เสียงคลื่นซัดฝั่ง เสียงนกร้องในป่า เป็นต้น

       

       โดยรูปแบบของเสียงจะมีให้เลือก 4 แบบหลัก คือ เสียงบรรยากาศในป่าดงดิบ เสียงนกร้อง เสียงฝนตกและมีลมพายุ และเสียงคลื่นกระทบฝั่งริมหาด ทั้งหมดสมจริงเหมือนปลีกวิเวกไป ณ ที่แห่งนั้นจริงๆ ส่วนภาพแบคกราวน์ก็จะมีให้เลือกหลายภาพให้สอดคล้องกับแต่ละเสียง

       

       อย่างไรก็ดี คุณสามารถฟังเสียงและดูภาพต่างๆ ที่จะวนไปเรื่อยๆ โดยไม่มีสะดุดตลอดหลายชั่วโมง โดยไม่ต้องไปกดปุ่มใดๆ เลย

       

       แค่คลิกเดียวก็สามารถเปลี่ยนชีวิตชิดธรรมชาติ (ที่หน้าจอแอลซีดี) ได้แล้ว นอกจากนี้เว็บไซต์ MoodTurn ยังเหมาะกับเปิดในร้านสปาอีกด้วย
       
       หมายเหตุ: คุณสามารถคลิกขวาที่ภาพถูกใจ แล้วบันทึก เพื่อนำไปเป็นวอลเปเปอร์บนจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้
       
       
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเว็บไซต์ MoodTurn
       

       ผู้พัฒนาเว็บไซต์นี้คือ Ramunas Geciauskas นักพัฒนาซอฟท์แวร์ และเว็บแอปพลิเคชันที่เป็นทั้งดีไซน์และโปรแกรมในคนๆ เดียว จากประเทศลิทัวเนีย (Lithuania)
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 เมษายน 2553 15:48 น.

Re: เปิดประวัติ KFC เรื่องราวของนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้

เอกสารนี้ถูกนำเข้ามายัง Google Documents ในชื่อของคุณ:
http://docs.google.com/Doc?id=dcgbc9mf_290gsjbfm3q&invite=
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ทีม Google Documents

เปิดประวัติ KFC เรื่องราวของนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้



KFC, ประวัติ KFC, เคเอฟซี, ผู้พันแซนเดอร์ส, ไก่ทอด

มีชายคนหนึ่ง พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบเขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้งเขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคนแต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความสุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไปเพราะทนใช้ชีวิตกับเขาไม่ได้ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลวแต่เขาก็ยังต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลวเหมือนเดิมเขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมาหันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุเขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดีแล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุดเขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว)

แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง !แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมดสิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหารดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขาชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควรแต่เขากลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขาเขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ

เขาเปลี่ยนความคิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอเพราะเขารักและคิดถึงเธอเหลือเกินเขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตนเขาวางแผนทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าวในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลงเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของเขาเฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ "ลักพาตัวเธอ!"แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนกอยู่บ้างแต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขามีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา

วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลยแม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลวเขารู้สึกเหมือนคนที่พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่าและเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิตแต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65 ปี

วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์(ราวสี่พันบาท)เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาลมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้ชีวิตของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนานเขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแลเขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า "จะฆ่าตัวตาย"

เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่งนั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรมแต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญาเขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสักอย่างเลย ! (เพิ่งนึกได้)

เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหารชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้งในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จเขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคนและทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขาเขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกันสังคมฉบับต่อไปของเขาด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง

จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟนั้นเขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขาแล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์สราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเองตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปีเขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ

เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้นผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรกตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือมันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ "สู้ต่อ" หรือ "ยอมแพ้"

สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จแล้วชีวิตของคุณหละ ล้มเหลวมากพอหรือยัง ?



วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

ตรวจแกรมม่าออนไลน์ ไว,ง่าย,ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

       

       ประการด่านแรกของการบินข้ามพรหมแดนไปเรียนต่อต่างประเทศก็คือ การสอบความถนัดทางภาษาอังกฤษให้ได้มาตรฐานสากล อาทิ IELTS, TOEFL, TOEIC ฯลฯ และทุกการสอบนี้มีความจำเป็นจะต้องเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษด้วยเสมอๆ โอกาสนี้จึงอยากนำเสนอเว็บไซต์ที่จะเป็นผู้ช่วยในการฝึกฝนการเขียนบทความภาษาอังกฤษกับผู้ใฝ่รู้ทุกท่าน
       
       
PaperRater.com คือ เว็บไซต์ที่ช่วยให้คุณสามารถประเมินผลการเขียนบทความภาษาอังกฤษของตัวเองได้ด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งเว็บไซต์นี้มีการใช้สารพัดเทคโนโลยีขั้นสูงในวงการภาษาศาสตร์ อาทิ การประมวลผลภาษาธรรมชาติ สมองกลอัจฉริยะ ฯลฯ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการสะกด ไวยากรณ์ รวมถึงการตรวจสอบว่ามีคัดลอกบทความของคนอื่นมาประกอบหรือไม่ เหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้ทั้งในและนอกห้องเรียน ทั้งยังไม่ต้องสมัครสมาชิก และเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
       
       
วิธีใช้งานตรวจทานบทความภาษาอังกฤษด้วย PaperRater
        

       

       1. กรอกชื่อหัวข้อของบทความ (Title)
       
       2. คัดลอกบทความที่อยู่ในไฟล์เอกสารมาแปะไว้ที่นี่ (กด ctrl+a เพื่อคัดลอกทั้งหมด และกด ctrl+v เพื่อวางบทความทั้งหมด)
       
       3. กรอกแหล่งอ้างอิง หรือที่มาของบทความ
       
       4. เลือกรูปแบบของบทความ อันได้แก่
       งานวิจัย (Research Paper), เล่าเรื่องส่วนตัว (Personal Narrative), เขียนเรียงความ (Essay), เขียนรายงาน (Book Report), คำปาฐกาถา (Speech, Presentation), เรื่องสั้น (Short Story), รีวิวหนัง (Movie Review), อื่นๆ (Other)
       
       5. ติ๊กถูกหน้ากล่องข้อความ เพื่อยืนยันให้ระบบตรวจทานบทความของเรา
       
       
วิธีการดูผลการตรวจทานบทความ
       


       

       ที่เมนูด้านขวามือจะมีมาตรวัดบทความทั้ง 6 ส่วน ได้แก่

       

       1. การตรวจสอบว่าเป็นบทความต้นฉบับ ไม่ได้คัดลอกจากที่ใดมา (Originality / Plagiarism Detection)
       

       
2. การตรวจสอบการสะกด (Spelling) ถ้าสะกดผิด คำนั้นจะถูกขีดเส้นใต้ด้วยสีแดง
       

       
3. ตรวจสอบไวยากรณ์ (Grammar) ถ้ามีการใช้แกรมม่าผิด คำนั้นจะถูกขีดเส้นใต้ด้วยสีเขียว
       
       
4. การเลือกใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย (Word Choice) ถ้าคำศัพท์ที่เลือกใช้ดูธรรมดาไป จะถูกขีดเส้นใต้ด้วยสีน้ำเงิน และเมื่อคลิก ก็จะมีคำศัพท์ที่เป็นคำที่มีความหมายเดียวกับปรากฏขึ้นมาให้เลือก
       
       5. สไตล์การเขียน (Style) จะมีการคำนวนคำศัพท์ที่มีการเขียน เป็นจำนวนตัวอักษร จำนวนคำ การใช้คำเชื่อมประโยค เพื่อให้เนื้อหามีความสละสลวยมากยิ่งขึ้น

       

       6. การเลือกใช้คำศัพท์ที่เหมาะสมกับบทความ (Vocabulary Words) เช่น การเขียนเชิงข่าว จะต้องใช้ศัพท์ทางการ เป็นต้น
       
       ต่อจากนี้ 
"การตรวจ Essay" ที่ดูเป็นงานที่น่าเบื่อสำหรับอาจารย์ แต่ก็เป็นความกังวลใจสูงสุดสำหรับผู้เรียน ก็ได้ผู้ช่วยคนใหม่แล้ว ซึ่งถ้าอยากเก่งอังกฤษ วิธีเบสิกก็ต้องต้องเริ่มจากขยันคิด ขยันเขียน
       
       
ข้อดี
       * ใช้งานง่าย ไม่ต้องสมัครสมาชิก และไม่มีค่าใช้จ่าย
       * ประมวลผลบทความได้รวดเร็ว
       * มีรูปแบบการประเมินผลบทความมากมาย เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงงานเขียนในอนาคต
       
       
ข้อเสีย
       * การตรวจสอบความเป็นต้นฉบับของบทความ ที่พิสูจน์ว่าไม่ได้ลอกจากที่ใดมานั้นยังทำได้ไม่ดีนัก
       
       
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ PaperRater
       
       เว็บไซต์นี้พัฒนาขึ้นโดยกลุ่มอาจารย์และนักศึกษาด้านภาษาศาสตร์ เพื่อหวังจะให้เป็นเครื่องมือออนไลน์ที่สะดวกที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการปรับปรุงการเขียนภาษาอังกฤษของตน บริการนี้มีการใช้ใน 46 ประเทศทั่วโลก
       
       เทคโนโลยีที่นำมาตรวจทานบทความแต่ละชิ้นนั้น ผสานระหว่างเทคโนโลยีประมวผลภาษาธรรมชาติ Natural Language Processing: NLP), สมองกลอัจฉริยะ (Artificial intelligence: AI) การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine learning) การสืบค้นสารสนเทศ (Information retrieval: IR), ภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computational Linguistics) , การทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) และ เทคนิคการจับคู่โดยอาศัยรูปแบบของคำที่เหมือนกันโดยสมองกล (Advanced Pattern Matching: APM)

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 มีนาคม 2553 17:12 น

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

25 วิธีการประหยัดพลังงาน

1.            ปลายปี 2540 ประเทศไทย มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอยู่ทั้งหมด 2.1 ล้านคัน
รถยนต์แต่ละคันใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ100บาท
ถ้ารถทุกคันงดการใช้รถยนต์เหล่านี้สัปดาห์ละ 1 วัน จะสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้
= 2.1 ล้านคัน x 100 บาท = 210 ล้านบาท/สัปดาห์ = ประหยัดเงิน 10,920 ล้านบาท/ปี

 (210 ล้านบาท x 52 สัปดาห์)

2.            ประเทศไทยมีครัวเรือนรวมประมาณ12ล้านครัวเรือน
หากแต่ละครอบครัวช่วยกันปิดไฟ 1 ดวง (หลอดไส้ 60 วัตต์) เป็นเวลา 1 วัน 
เราจะประหยัดไฟได้ 4 ล้าน กิโลวัตต์-ชั่วโมง/วัน=(60 วัตต์ x 6 ชม* x 12 ล้านครัวเรือน)
ค่าผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า 1 หน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) คือ 2.2 บาท 
(รวมค่าพลังงานที่ใช้และการก่อสร้างโรงไฟฟ้า)
การประหยัดไฟ 4 ล้านหน่วย/วัน จึงคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 8.8 ล้านบาท/วัน

หรือ3,212ล้านบาทต่อปี=(8.8ล้านบาทxวัน)
โดยที่ ครอบครัวหนึ่งเปิดหลอดไส้ ประมาณ 6 ชั่วโมงต่อวัน

3.            การลดการใช้น้ำคนละ 1 แก้ว/วัน ประเทศไทยจะสามารถประหยัดน้ำได้ 30,000 ตัน/วัน

=(0.5ลิตรx60ล้านคน)หรือเท่ากับน้ำ11,000ล้านลิตร/ปี
เนื่องจากต้นทุนการผลิตน้ำประปาคือ 8.60* บาท/ลูกบาศก์เมตร (หรือ 8.60 บาท/1,000 ลิตร)
การลดการใช้น้ำ 1 แก้วทุกวัน จะประหยัดเงินได้ 94.6 ล้านบาท/ปี= (11 ล้านตัน x 8.6 บาท/หน่วย)
* ข้อมูลจาก กองเผยแพร่ การประปานครหลวง

4.            ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถนานๆ แค่จอดรถติดเครื่องทิ้งไว้ 10 นาที ก็เสียน้ำมันฟรีๆ 200 ซีซี

5.            ไม่ออกรถกระชากดังเอี๊ยด การออกรถกระชาก 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันไปเปล่าๆ ถึง 100 ซีซี น้ำมันจำนวนนี้รถสามารถวิ่งได้ไกล 700 เมตร

6.            ไม่เร่งเครื่องยนต์ตอนเกียร์ว่างอย่างที่เราเรียกกันติดปากว่าเบิ้ลเครื่องยนต์ การกระทำดังกล่าว 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันถึง 50 ซีซี  ปริมาณน้ำมันขนาดนี้รถวิ่งไปได้ตั้ง 350 เมตร

7.            ควรขับรถด้วยความเร็วคงที่ เลือกขับที่ความเร็ว 70-80กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 2,000-2,500 รอบเครื่องยนต์ ความเร็วระดับนี้ ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า

8.            ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งที่จะไม่อยู่ในห้องเกิน 1 ชั่วโมงสำหรับเครื่องปรับอากาศทั่วไป และ 30 นาที สำหรับเครื่องปรับอากาศเบอร์ 5

9.            ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่กำลังสบาย อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศา ต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-10

10.        ควรปลูกต้นไม้รอบๆ อาคาร เพราะต้นไม้ขนาดใหญ่ 1 ต้นให้ความเย็นเท่ากับเครื่องปรับอากาศ 1 ตัน หรือให้ความเย็นประมาณ 12,000 บีทียู

11.        ซักผ้าด้วยเครื่อง ควรใส่ผ้าให้เต็มกำลังของเครื่อง เพราะซัก 1 ตัวกับซัก 20 ตัว ก็ต้องใช้น้ำในปริมาณเท่าๆ กัน

12.        เวลาหุงต้มอาหารด้วยเตาไฟฟ้า ควรจะปิดเตาก่อนอาหารสุก 5 นาที เพราะความร้อนที่เตาจะร้อนต่ออีกอย่างน้อย 5 นาทีเพียงพอที่จะทำให้อาหารสุกได้

13.        อย่าเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ถ้าไม่ใช้งาน ติดตั้งระบบลดกระแสไฟฟ้าเข้าเครื่องเมื่อพักการทำงาน จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 35-40และถ้าหากปิดหน้าจอทันทีเมื่อไม่ใช้งาน จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 60

14.        ไม่ควรใช้สายยางและเปิดน้ำไหลตลอดเวลาในขณะที่ล้างรถเพราะจะใช้น้ำมากถึง 400 ลิตร แต่ถ้าล้างด้วยน้ำและฟองน้ำในกระป๋องหรือภาชนะบรรจุน้ำ จะลดการใช้น้ำได้มากถึง 300 ลิตรต่อการล้างหนึ่งครั้ง

15.        ขึ้นลงชั้นเดียวหรือสองชั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ลิฟท์  จำไว้เสมอว่าการกดลิฟท์แต่ละครั้ง สูญเสียพลังงานถึง 7 บาท

16.        หากคนไทยทุกคน ทั้ง 14 ล้านครัวเรือน ช่วยกันประหยัดพลังงานทุกวัน ก็จะสามารถลดใช้พลังงานได้ตามเป้าหมายสูงถึง 5,900 ล้านบาท จากปริมาณการใช้พลังงานโดยรวม 22,000 ล้านหน่วย หรือคิดเป็นเงิน 59,000 ล้านบาท

17.        ปิดไฟฟ้า 1 ดวง หรือ ถอดหลอดไฟที่ไม่ใช้ออก จะสามารถประหยัดพลังงานได้ 2,519 ล้านบาท/ปี

18.        ตั้งอุณหภูมิ เครื่องปรับอากาศที่ 25 องศา จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 10% และปิดก่อนเลิกใช้ 30 นาที หรือลดเวลาการเปิดแอร์ 30 นาที สามารถลดใช้พลังงานได้ 6% ซึ่งสามารถ ประหยัดพลังงานได้ประมาณ 2,642 ล้านบาท/ปี

19.        ตั้งตู้เย็นห่างผนัง 15 เซนติเมตร จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 10% ซึ่งสามารถประหยัดพลังงานได้ 2,642 ล้านบาท/ปี

20.        ปิดโทรทัศน์เมื่อไม่มีคนดู หรือเลือกใช้โทรทัศน์ขนาด 14 นิ้ว แทน 20 นิ้ว จะสามารถประหยัดพลังงานได้ 2,642 ล้านบาท/ปี

21. ขับรถในความเร็วที่กฎหมายกำหนด หากขับรถด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. แทนการขับรถด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. จะประหยัด น้ำมันได้ 25% คิดเป็นเงิน 800 บาทต่อเดือนต่อคัน หรือ 9,600 บาทต่อปีต่อ คัน ถ้ารถยนต์จำนวน 7 ล้านคันทั่วประเทศ ขับรถตามกฎหมายกำหนด ประเทศชาติจะประหยัดเงินได้ไม่น้อยกว่า 67,000 ล้านบาท ต่อปี

22. ตรวจเช็คสภาพรถเป็นประจำ การตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ปีละ 1 ครั้ง สามารถ ประหยัดน้ำมันได้ 10% คิดเป็นเงิน ที่ ประชาชนประหยัดได้ 250 บาทต่อเดือนต่อคัน คิดเป็นจะประหยัดได้ถึงปีละ 3,000 บาท หากรถยนต์เบนซิน จำนวน 3 ล้านคันใน ประเทศไทย ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว จะช่วยชาติจะประหยัดเงินได้ 9,000 ล้านบาทต่อปี

23. เติมลมยางไม่ขาดไม่เกิน ตรวจเช็คความดันลมยางสม่ำเสมออย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือทุกๆระยะทาง 500 กิโลเมตร เพราะหากความดันลมยางต่ำกว่ามาตรฐานทุกๆ 1 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว จะสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มร้อยละ 2

24. หมั่น ทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศทุกๆ 2-4 สัปดาห์ หรือทุกๆ 2,500 กิโลเมตร เพราะถ้าไส้ กรองไม่สะอาดแล้วจะทำให้รถยนต์กินน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 10

25.     ไม่ขับ ก็ดับเครื่อง ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถเป็นเวลานาน เพราะการติดเครื่องยนต์จอดรถเป็นเวลาเพียง 10 นาที จะเสียน้ำมันไปฟรีๆ 200-400 ซีซี หรือเสีย เงินราว 3.35-7.75 บาท


25 วิธีการประหยัดพลังงาน

1.            ปลายปี 2540 ประเทศไทย มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอยู่ทั้งหมด 2.1 ล้านคัน
รถยนต์แต่ละคันใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ100บาท
ถ้ารถทุกคันงดการใช้รถยนต์เหล่านี้สัปดาห์ละ 1 วัน จะสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้
= 2.1 ล้านคัน x 100 บาท = 210 ล้านบาท/สัปดาห์ = ประหยัดเงิน 10,920 ล้านบาท/ปี

 (210 ล้านบาท x 52 สัปดาห์)

2.            ประเทศไทยมีครัวเรือนรวมประมาณ12ล้านครัวเรือน
หากแต่ละครอบครัวช่วยกันปิดไฟ 1 ดวง (หลอดไส้ 60 วัตต์) เป็นเวลา 1 วัน 
เราจะประหยัดไฟได้ 4 ล้าน กิโลวัตต์-ชั่วโมง/วัน=(60 วัตต์ x 6 ชม* x 12 ล้านครัวเรือน)
ค่าผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า 1 หน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) คือ 2.2 บาท 
(รวมค่าพลังงานที่ใช้และการก่อสร้างโรงไฟฟ้า)
การประหยัดไฟ 4 ล้านหน่วย/วัน จึงคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 8.8 ล้านบาท/วัน

หรือ3,212ล้านบาทต่อปี=(8.8ล้านบาทxวัน)
โดยที่ ครอบครัวหนึ่งเปิดหลอดไส้ ประมาณ 6 ชั่วโมงต่อวัน

3.            การลดการใช้น้ำคนละ 1 แก้ว/วัน ประเทศไทยจะสามารถประหยัดน้ำได้ 30,000 ตัน/วัน

=(0.5ลิตรx60ล้านคน)หรือเท่ากับน้ำ11,000ล้านลิตร/ปี
เนื่องจากต้นทุนการผลิตน้ำประปาคือ 8.60* บาท/ลูกบาศก์เมตร (หรือ 8.60 บาท/1,000 ลิตร)
การลดการใช้น้ำ 1 แก้วทุกวัน จะประหยัดเงินได้ 94.6 ล้านบาท/ปี= (11 ล้านตัน x 8.6 บาท/หน่วย)
* ข้อมูลจาก กองเผยแพร่ การประปานครหลวง

4.            ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถนานๆ แค่จอดรถติดเครื่องทิ้งไว้ 10 นาที ก็เสียน้ำมันฟรีๆ 200 ซีซี

5.            ไม่ออกรถกระชากดังเอี๊ยด การออกรถกระชาก 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันไปเปล่าๆ ถึง 100 ซีซี น้ำมันจำนวนนี้รถสามารถวิ่งได้ไกล 700 เมตร

6.            ไม่เร่งเครื่องยนต์ตอนเกียร์ว่างอย่างที่เราเรียกกันติดปากว่าเบิ้ลเครื่องยนต์ การกระทำดังกล่าว 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันถึง 50 ซีซี  ปริมาณน้ำมันขนาดนี้รถวิ่งไปได้ตั้ง 350 เมตร

7.            ควรขับรถด้วยความเร็วคงที่ เลือกขับที่ความเร็ว 70-80กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 2,000-2,500 รอบเครื่องยนต์ ความเร็วระดับนี้ ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า

8.            ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งที่จะไม่อยู่ในห้องเกิน 1 ชั่วโมงสำหรับเครื่องปรับอากาศทั่วไป และ 30 นาที สำหรับเครื่องปรับอากาศเบอร์ 5

9.            ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่กำลังสบาย อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศา ต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-10

10.        ควรปลูกต้นไม้รอบๆ อาคาร เพราะต้นไม้ขนาดใหญ่ 1 ต้นให้ความเย็นเท่ากับเครื่องปรับอากาศ 1 ตัน หรือให้ความเย็นประมาณ 12,000 บีทียู

11.        ซักผ้าด้วยเครื่อง ควรใส่ผ้าให้เต็มกำลังของเครื่อง เพราะซัก 1 ตัวกับซัก 20 ตัว ก็ต้องใช้น้ำในปริมาณเท่าๆ กัน

12.        เวลาหุงต้มอาหารด้วยเตาไฟฟ้า ควรจะปิดเตาก่อนอาหารสุก 5 นาที เพราะความร้อนที่เตาจะร้อนต่ออีกอย่างน้อย 5 นาทีเพียงพอที่จะทำให้อาหารสุกได้

13.        อย่าเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ถ้าไม่ใช้งาน ติดตั้งระบบลดกระแสไฟฟ้าเข้าเครื่องเมื่อพักการทำงาน จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 35-40และถ้าหากปิดหน้าจอทันทีเมื่อไม่ใช้งาน จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 60

14.        ไม่ควรใช้สายยางและเปิดน้ำไหลตลอดเวลาในขณะที่ล้างรถเพราะจะใช้น้ำมากถึง 400 ลิตร แต่ถ้าล้างด้วยน้ำและฟองน้ำในกระป๋องหรือภาชนะบรรจุน้ำ จะลดการใช้น้ำได้มากถึง 300 ลิตรต่อการล้างหนึ่งครั้ง

15.        ขึ้นลงชั้นเดียวหรือสองชั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ลิฟท์  จำไว้เสมอว่าการกดลิฟท์แต่ละครั้ง สูญเสียพลังงานถึง 7 บาท

16.        หากคนไทยทุกคน ทั้ง 14 ล้านครัวเรือน ช่วยกันประหยัดพลังงานทุกวัน ก็จะสามารถลดใช้พลังงานได้ตามเป้าหมายสูงถึง 5,900 ล้านบาท จากปริมาณการใช้พลังงานโดยรวม 22,000 ล้านหน่วย หรือคิดเป็นเงิน 59,000 ล้านบาท

17.        ปิดไฟฟ้า 1 ดวง หรือ ถอดหลอดไฟที่ไม่ใช้ออก จะสามารถประหยัดพลังงานได้ 2,519 ล้านบาท/ปี

18.        ตั้งอุณหภูมิ เครื่องปรับอากาศที่ 25 องศา จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 10% และปิดก่อนเลิกใช้ 30 นาที หรือลดเวลาการเปิดแอร์ 30 นาที สามารถลดใช้พลังงานได้ 6% ซึ่งสามารถ ประหยัดพลังงานได้ประมาณ 2,642 ล้านบาท/ปี

19.        ตั้งตู้เย็นห่างผนัง 15 เซนติเมตร จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 10% ซึ่งสามารถประหยัดพลังงานได้ 2,642 ล้านบาท/ปี

20.        ปิดโทรทัศน์เมื่อไม่มีคนดู หรือเลือกใช้โทรทัศน์ขนาด 14 นิ้ว แทน 20 นิ้ว จะสามารถประหยัดพลังงานได้ 2,642 ล้านบาท/ปี

21. ขับรถในความเร็วที่กฎหมายกำหนด หากขับรถด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. แทนการขับรถด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. จะประหยัด น้ำมันได้ 25% คิดเป็นเงิน 800 บาทต่อเดือนต่อคัน หรือ 9,600 บาทต่อปีต่อ คัน ถ้ารถยนต์จำนวน 7 ล้านคันทั่วประเทศ ขับรถตามกฎหมายกำหนด ประเทศชาติจะประหยัดเงินได้ไม่น้อยกว่า 67,000 ล้านบาท ต่อปี

22. ตรวจเช็คสภาพรถเป็นประจำ การตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ปีละ 1 ครั้ง สามารถ ประหยัดน้ำมันได้ 10% คิดเป็นเงิน ที่ ประชาชนประหยัดได้ 250 บาทต่อเดือนต่อคัน คิดเป็นจะประหยัดได้ถึงปีละ 3,000 บาท หากรถยนต์เบนซิน จำนวน 3 ล้านคันใน ประเทศไทย ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว จะช่วยชาติจะประหยัดเงินได้ 9,000 ล้านบาทต่อปี

23. เติมลมยางไม่ขาดไม่เกิน ตรวจเช็คความดันลมยางสม่ำเสมออย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือทุกๆระยะทาง 500 กิโลเมตร เพราะหากความดันลมยางต่ำกว่ามาตรฐานทุกๆ 1 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว จะสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มร้อยละ 2

24. หมั่น ทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศทุกๆ 2-4 สัปดาห์ หรือทุกๆ 2,500 กิโลเมตร เพราะถ้าไส้ กรองไม่สะอาดแล้วจะทำให้รถยนต์กินน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 10

25.     ไม่ขับ ก็ดับเครื่อง ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถเป็นเวลานาน เพราะการติดเครื่องยนต์จอดรถเป็นเวลาเพียง 10 นาที จะเสียน้ำมันไปฟรีๆ 200-400 ซีซี หรือเสีย เงินราว 3.35-7.75 บาท


วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

โดนสุดๆๆ ขอบอก

.พ่อทำงาน...อาบแดด...ถูกแผดเผา 
ลูกดื่มเหล้า..ฟังเพลง...ครื้นเครงเหลือ


แม่ขายผัก...กินข้าว...เคล้ากับเกลือ 
ลูกเอื้อเฟื้อ...พาสาวเที่ยว...เลี้ยวโฮเตล 


พ่อหาเงิน...ส่งลูกเรียน....เพียรอุตส่าห์ 
ลูกติดยา...คบเพื่อนชั่ว....มั่วให้เห็น 


แม่กระหาย...ดื่มน้ำคลอง....ตอนกลองเพล 
ลูกทะเล้น...จิบวายแดง...แพงจับใจ 


พ่ออดอยาก...ไม่เคยบ่น...ทนลำบาก 
ลูกมักมาก...เพศสัมพันธ์....มันส์ชิบหาย 


แม่ทอผ้า...ปลูกหม่อน...หารายได้ 
ลูกหญิงชาย...เที่ยวสนุก.....โรคติดตัว


พ่อสูบน้ำ...เข้าแปลงนา....ปลูกข้าวกล้า 
ลูกมัวเมา...การพนัน...หมั่นหาผัว 


แม่หาบน้ำ...เลี้ยงเป็ดไก่...ทำสวนครัว
ลูกใจชั่ว...ใช้เงินเพลิน...เดินหลงทาง 


พ่อขายวัว...ส่งควายเรียน...เวียนศรีษะ 
ลูกตะกละ...กินฟาสฟู๊ต...พูดกว้างขวาง 


แม่ปวดเมื่อย...สู้งานหนัก...ไม่ละวาง 
ลูกสำอาง...ใช้ของแพง...แข่งสังคม 


พ่อผอมแห้ง...เรื่ยวแรงน้อย...ด้อยอาหาร 
ลูกประพฤติ...อันตพาล...ล่าเสพสม 


แม่เป็นดอก...ทบต้น...หมดอารมณ์ 
ลูกเขี้ยวคม...ฆ่าพ่อแม่....ก่อนแก่ตาย