Meeting Party ทุกศุกร์แรกของเดือน ณ iOffice หน้ากองบิน 41 เชียงใหม่

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

ยาย กับ หลาน (ข้างบ้าน)

ยาย กับ หลาน (ข้างบ้าน)
 


ยาย กับ หลาน (ข้างบ้าน)

 

หลาน :      ยาย .. .ยาย 
ยาย :        หา ? 
หลาน :      ยายปีนี้ดูแก่มากเลยนะยาย .. .อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ ? 
ยาย :        เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ยายอายุ 50 ไม่รู้ว่าตอนนี้มันยังจะ 50 อยู่หรือเปล่า ไม่ได้นับมานานแล้ว 
หลาน :      โห...ยาย ป่านนี้มันไม่เหลือ 9 ขวบแล้วหรอ...แล้วลูกเต้าไม่มีเหรอยายถึงมานั่งคนเดียวเนี่ย 
ยาย :        มี... 
หลาน :      อ้าว...แล้วทำไมเค้าไม่มาด้วยล่ะ 
ยาย :        มีลูกชายสองคน คนหนึ่งอยู่ระยอง คนหนึ่งอยู่เชียงใหม่โน่น ไอ้คนหนึ่งมันจะให้ยายไปอยู่เชียงใหม่...อีกคนหนึ่งจะให้ยายไปอยู่ระยอง...ตัดสินใจไม่ถูกไม่รู้จะไปอยู่กับใคร ? 
หลาน :      โอ้โฮ...ยายนี่โชคดีจังเลย ลูกๆแย่งกันเลี้ยง 
ยาย :        โชคดีกะผีอะไรล่ะ...ก็ไอ้คนที่อยู่ระยอง...มันจะให้ไปอยู่เชียงใหม่   ไอ้คนที่อยู่เชียงใหม่...มันจะให้ไปอยู่ระยอง 


หลาน :      เออ...ยาย...อย่าไปคิดมากเลย อายุปูนนี้ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ก็ถือว่าโชคดีแล้ว 
ยาย :        โอ๊ย...แข็งแรงที่ไหนกัน ตอนนี้กำลังแย่เลย 
หลาน :      แย่ที่ไหนยาย...ก็เห็นแข็งแรงดี 
ยาย :        เดี๋ยวนี้ยายมีอาการแปลกๆ เช่น นั่งๆ อยู่เนี่ย...ถ้าลุกขึ้นปุ๊บ...มันจะยืนทุกทีเลย 
หลาน :       เป็นอะไรไม่รู้ลุกแล้วยืนน่ะมันธรรมดานะยาย...ยายเคยเห็นคนล้มทั้งยืนไหมยาย ?
ยาย :        ไม่เคย 
หลาน :      อยากเห็นไหม ? 
ยาย :        อย่าเลย...ยายแก่แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นอะไร 
หลาน :      อ้าว...เป็นอะไรไปเหรอยาย ? 
ยาย :        สงสัยจะแก่ตัวมาก นั่งนานๆ แล้วมันจะมีปัญหา 
หลาน :      มันเป็นยังไงหรอยาย ? 
ยาย :        อีขาซ้ายนี่มัน...ชา 
หลาน :      แล้วขาขวาล่ะยาย ? 
ยาย :        กาแฟ 
หลาน :      ผมว่ายายต้องรีบไปหาหมอแล้วล่ะ 
ยาย :        ทำไมล่ะ ? 
หลาน :      ถ้าปล่อยไว้นานๆ มันจะเป็นโอวัลตินนะยาย 


ยาย :        อืม...แล้วพอยืนนานๆ นะ...ขาซ้ายมันจะปวด 
หลาน :       โอ๊ย...เป็นเรื่องธรรมดายาย อายุมากแล้วนี่มันก็ปวดสิ 
ยาย :        ไม่จริงหรอก...ขาข้างขวานี่ก็อายุเท่ากัน...ไม่เห็นมันปวดล่ะ ? 
 
ยาย :        หลานเอ้ย ... 
หลาน :      จ้ะยาย ... 
ยาย :        คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน 
หลาน :      จ้ะยาย 
ยาย :        หลานเอ้ย ... คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน 
หลาน :      จ้ะยาย 
ยาย :        หลานเอ้ย .. .คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน .... 
หลาน :      โอ๊ย รู้แล้ว ... พูดซ้ำซากอยู่นั่นแหละรำคาญ 
ยาย :        ไอ้หลาน .. .เอ็งนี่ช่างไม่มีความอดทนเอาซะเลย 
  

ยาย :        นี่เอ็งเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมไหม 
หลาน :      เชื่อสิยาย 
ยาย :        เขาบอกว่า ... ถ้าเราฆ่าไก่ ... เราจะเกิดเป็นไก่ ถ้าเราฆ่าวัว ... เราจะเกิดเป็นวัว ถ้าเราฆ่านก ... เราจะเกิดเป็นนก 
หลาน :      ยาย .. .เห็นทีผมจะต้องฆ่าคนซะแล้วยาย 
  

หลาน :      เออ .. .ยาย .. .ฉันจะเปิดร้านใหม่ล่ะยาย .. .ยายช่วยไปอุดหนุนฉันหน่อยนะยาย .. .ฉันอยากให้ยายไปอุดหนุนเป็นคนแรกเลย ... 
ยาย :        โอ๊ย...ไม่มีปัญหา .. .เรามันคนกันเอง เออ .. .ว่าแต่ .. .แกจะเปิดร้านอะไรล่ะ 
หลาน :      ร้านขายโลงศพจ้ะยาย 
ยาย :        อ้ายเวร...ปากไม่เป็นมงคล .. .เอ็งจำไว้เลย ข้าจะไม่เหยียบเข้าร้านเอ็งจนวันตาย .. .
หลาน :      ถ้าถึงวันตายแล้วอย่าลืมมาอุดหนุนนะยาย 
  

ยาย :        นี่ๆ .. .ยายก็มีหลานชายอยู่คนหนึ่ง...กำลังเรียน .. .เป็นเด็กดีเหลือเกิน .. .กตัญญู .. .เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดยาย ... พอยายจะเอาชามไปล้าง ... หลานชายมันเข้ามาห้าม .. .มันบอกว่า " ยาย ... วันนี้เป็นวันเกิดยาย ... ยายอย่าล้างชามเลย ..." 
หลาน :      แหม .. .เป็นเด็กดีจริงๆเลยนะหลานยายเนี่ย 
ยาย :        เออ ... มันบอกกองเอาไว้ก่อน ... พรุ่งนี้ค่อยล้าง เอ้อ ยายต้องไปแล้วล่ะไอ้หนู 
หลาน :      อ้าว...ทำไมล่ะยาย ?? 
ยาย :        ต้องรีบไปล้างจาน ?? 

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้ถามนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์.

ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้ถามนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์.

"พระเป็นเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างจริงหรือ?" ศาสตราจารย์ถาม

"จริง" นักศึกษาตอบ.

ศาสตราจารย์พูดต่อว่า "ถ้า หากพระเป็นเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาจริง
ดังนั้นพระเป็นเจ้าก็สร้างความชั่วร้ายขึ้นมาด้วย
และเนื่องจากความชั่วร้ายมีอยู่จริง ตามหลักตรรกะที่เราเรียนมา
พระเป็นเจ้าก็คือความชั่วร้ายนั่นเอง" นักศึกษาพากันเงียบกริบ
ศาสตราจารย์ดูมีท่าทีพึงพอใจและคุยโวว่า
เขาได้พิสูจน์อีกครั้งว่าความเชื่อทางคริสตศาสนานั้นเป็นแต่เพียงเรื่องงม
งายเท่านั้น

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นและขอพูด
"ผมจะขอถามคำถามท่านเรื่องหนึ่งได้ไหมครับศาสตราจารย์?"

"ได้ซิ แน่นอน" ศาสตราจารย์ตอบ .

นักศึกษาคนนั้นยืนขึ้น "ศาสตราจารย์ครับ, ความเย็นมีอยู่จริงหรือไม่ครับ ?"

"เธอถามคำถามอะไรของเธอนี่ ? แน่นอนมันย่อมมีอยู่จริงนะซิ.
เธอไม่เคยรู้สึกหนาวเย็นบ้างเลยหรือไง?"
นักศึกษาคนอื่นๆต่างงุนงงในคำถามของหนุ่มคนนั้น
&n bsp;
นักศึกษาหนุ่มพูดต่อ "ความ จริงนะครับ , ความเย็นไม่มีอยู่จริง.
ตามกฎทางฟิสิกส์,
สิ่งที่เราเรียกว่าความเย็นนั้นแท้ที่จริงคือการขาดความร้อน
สสารสามารถส่งผ่านและถ่ายเทความร้อนกันได้
และความร้อนก็ถ่ายเทจากสสารหนึ่งไปสู่สสารหนึ่ง ศูนย์องศาสมบูรณ์
(Absolute zero = -460 degrees F) ก็คือการขาดความร้อนโดยสิ้นเชิง
ในสภาวะเช่นนั้นสสารจะเฉื่อยและไม่มีปฏิกิริยาต่ออุณหภูมิ--
ความเย็นไม่มีอยู่จริง
เรานิยามคำนี้ขึ้นเพื่ออธิบายถึงความรู้สึกเมื่อเราขาดความร้อนเท่านั้น
ครับ."

และนักศึกษาหนุ่มก็พูดต่ออีก "ศาสตราจารย์ครับ แล้วความมืดมีอยู่จริงหรือไม่ครับ? "

ศาสตราจารย์ตอบ "ใช่......มันมีอยู่จริง."

นักศึกษาจึงพูดขึ้น "ท่าน ตอบผิดอีกครั้งแล้วครับ ,
ความมืดไม่มีอยู่จริงหรอก . แท้จริงความมืดก็คือการขาดแสงสว่าง
เราสามารถศึกษาเรื่องของแสงได้ แต่เราไม่สามารถศึกษาเรื่องความมืดได้เลย
เราใช้แก้วปริซึมในการแยกแสงออกเป็นหลายสีและศึกษาช่วงความถี่ของแสงแต่ละสี
ได้ แต่คุณไม่สามารถวัดค่าของความมืด
รังสีของแสงสามารถเข้าไปในโล กของความมืดและทำให้มันสว่างไสว
ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าอวกาศมืดมากน้อยแค่ไหน?
ก็โดยการวัดปริมาณของแสงสว่างที่มีอยู่ใช่ไหม?
ความมืดเป็นคำนิยามที่มนุษย์ใช้เพื่ออธิบายถึงสิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่มีแสง
สว่างนั่นเอง ."


นักศึกษาหนุ่มคนนี้ก็ถามคำถามอีก "ท่านครับ แล้วความชั่วมีอยู่จริงหรือไม่ครับ ?"

คราวนี้ศาสตราจารย์ตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจ "แน่ นอน
ตามที่ฉันบอกเอาไว้แล้ว เราก็เห็นอยู่ทุกๆวันนี่นา ในชีวิตประจำวันของเรา
มีอาชญากรรมและความรุนแรงอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลกซึ่งก็คือความชั่วร้ายนั่น
แหละ."

นักศึกษาตอบอีก "ความชั่วไม่ มีอยู่จริงหรอกครับท่าน,
หรือมิฉะนั้นมันก็ไม่มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง.
ความชั่วก็คือการขาดพระเป็นเจ้า
มันก็เหมือนกับความมืดและความเย็นนั้นแหละครับ
มันเป็นคำนิยามที่มนุษย์ใช้อธิบายถึงการขาดพระเป็นเจ้า
พระเป็นเจ้าไม่ได้สร้างความชั่วร้ายขึ้นมา
ความชั่วร้ายแตกต่างจากความเชื่อหรือความรักซึ่งมีอยู่จริง
เช่นเดียวกับแสงสว่างและควา มร้อน
ความชั่วร้ายเป็นผลลัพท์ที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ไม่มีความรั กของพระเป็นเจ้า
ในหัวใจของเขา เช่นเดียวกับความเย็นที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีความร้อน
หรือความมืดที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีความสว่างนั้นแหละครับ ."

ศาสตราจารย์หย่อนตัวลงนั่ง นิ่งอึ้งไป.

นักศึกษาหนุ่มผู้นั้นมีชื่อว่า - อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


...

ในความเป็นจริง แม้เดิมซาตานจะเคยเป็นลูซิเฟอร์
หัวหน้าทูตสวรรค์ที่พระเจ้าสร้างก็จริง
แต่ความชั่วร้ายในตัวมันก็มิได้มีต้นกำเนิดมาจากพระเจ้า
แต่มีต้นกำเนิดมาจากตัวของมันเอง (เทียบ ยอห์น 8:44)
สาเหตุที่ทำให้ต้นกำเนิดแห่งความชั่วร้ายนี้อุบัติขึ้นในตัวของมันเอง
ก็มาจากการที่มันแยกตัวเองจากพระเจ้า ไม่พึ่งพิงพระเจ้า
เป็นเอกเทศจากพระเจ้า จึงคิดตั้งตนขึ้นเสมอพระเจ้า (อิสยาห์ 14:12-15)

ขณะที่พระเจ้าเนรมิตสร้างมนุษย์
พระองค์ประสงค์ให้มนุษย์พึ่งพิงพระองค์โดยการกินต้นไม้แห่งชีวิต
ซึ่งต้นไม้แห่งชีวิตก็เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ที่เล็งถึงตัวของพระเจ้าเอง
เมื่อมนุษย์ไม่พึ่งพิงพระองค์ ไม่กินพระองค์เป็นต้นไม้แห่งชีวิต (ยอห์น
6:57; 15:5) แต่ไปรับเอาต้นไม้แห่งความรู้ด ีและชั่วเข้ามาแทนพระเจ้า
(ซึ่งทั้งความรู้ ความดี และความชั่วก็ล้วนแต่ไม่ใช่พระเจ้า
มีแต่จะส่งเสริมให้เราเป็นอยู่โดยไม่ต้องพึ่งพิงพระเจ้า)
มนุษย์ก็เลยยิ่งแยกไปจากพระเจ้า ยิ่งเป็นหนึ่งกับซาตาน

สำหรับพระเจ้าแล้ว
การกระทำของมนุษย์ที่พระองค์ทรงเห็นว่าชั่วร้ายที่สุดก็คือการไปพึ่งพิงสิ่งอื่น
ยึดเอาสิ่งอื่นมาหล่อเลี้ยงชีวิตของตน แทนที่พระเจ้า
ผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิต
และเป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตที่แท้จริงของเรา (เยเรมีย์ 2:13)

วันนี้ เราดำเนินชีวิตโดยพึ่งพิงพระองค์หรือไม่?  เราเป็นคนดี
ด้วยความพยายามของเรา หรือเพราะเราพึ่งพิงพระเจ้า?  เราปรนนิบัติพระเจ้า
ด้วยความร้อนรนของเรา
หรือโดยยึดพระเจ้าเป็นต้นกำเนิดที่หล่อเลี้ยงชีวิตแก่เรา?
ความสว่างที่เราได้จากการอ่านพระคัมภีร์ มาจากความฉลาดของเรา
หรือมาจากพระวิญญาณที่ฉายส่องในการอธิษฐาน (เทียบ อิสยาห์ 50:11)? 

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำไมน้ำตกจึงสวย


ข้อคิดประจำวัน จากธรรมะสวัสดี / ภาพจากการท่องเที่ยว รู้ไหม...?  ทำไมน้ำตกถึงสวย...   
  
พ่อ : รู้มั้ยลูก...ทำไมน้ำตกถึงสวย...   
ลูก : ก็เพราะมันเป็นน้ำตกไงคะพ่อ...   
  
 พ่อ : ไม่ใช่หรอกลูก...     
 ที่น้ำตกสวยน่ะ...   เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก...   
ลูก : หมายความว่าไงคะพ่อ...   
พ่อ : ลูกสังเกตไหมล่ะว่า...   
  
  
เวลาน้ำตกตกลงมาจากชั้นหนึ่งแล้ว...     
 น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที..   
  เพราะวิธีนี้ที่น้ำตก...ไม่เห็นแก่ตัว...   
  แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น..แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้..   
  น้ำตก..ถึงสวย...     
และน้ำตก..จึงยังคงเป็นน้ำตก...ที่มีเสน่ห์..ไงละ   
  

  ข้อคิดจากเรื่องนี้...   
อย่าลืมน่ะลูก...     
ถ้าลูกอยากให้ตัวเองเป็นคนที่น่ารัก...     
ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตก..     
หากมีสิ่งดี ๆ ตกมาถึงตัวลูก...     
อย่าเก็บสิ่งดี ๆ นั้นไว้..คนเดียว..     
ลูกต้องเรียนรู้ที่จะ...แบ่งปัน...ออกไปให้มากที่สุด     
มีก็แต่คนที่ "ให้" ออกไปเท่านั้นแหละ...ลูก..   
จึงจะเป็นคนที่ "ได้รับ" อย่างแท้จริง...   
  จากธรรมะสวัสดี 
  

ดั่งที่ได้อ่านกันมาแล้วข้างบนเมื่อคุณได้รับสิ่งดี ๆ แล้วก็อย่าเก็บไว้คนเดียวนะ  แบ่งปันสิ่งที่ดีและสวยงามให้คนที่คุณรักและรู้จักนะ แล้วจะได้ความรัก สิ่งที่ดี ๆ นั้นกลับมาตอบแทน 

น้ำท่วมปากีสถาน ( ดูแล้วคิดยังไงกับชีวิตตัวเองเนี่ย)


http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_0.jpgรูปขนาด 800 x 523 pixel

   http://webboard.mthai.com/images/d77.gif

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255099_0.jpgรูปขนาด 800 x 533 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255099_1.jpgรูปขนาด 800 x 536 pixel

    http://webboard.mthai.com/images/d77.gif

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255100_0.jpgรูปขนาด 800 x 518 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255100_1.jpgรูปขนาด 800 x 533 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255100_2.jpgรูปขนาด 800 x 442 pixel

   http://webboard.mthai.com/images/d77.gif

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255101_0.jpgรูปขนาด 800 x 533 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255101_1.jpgรูปขนาด 800 x 533 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255101_2.jpgรูปขนาด 800 x 486 pixel

   http://webboard.mthai.com/images/d77.gif

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255102_0.jpgรูปขนาด 800 x 566 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255102_1.jpgรูปขนาด 800 x 463 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255102_2.jpgรูปขนาด 800 x 539 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255102_3.jpgรูปขนาด 800 x 533 pixel

   http://webboard.mthai.com/images/d77.gif

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255104_0.jpgรูปขนาด 800 x 496 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255104_1.jpgรูปขนาด 800 x 517 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255104_2.jpgรูปขนาด 800 x 520 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255104_3.jpgรูปขนาด 800 x 488 pixel

   http://webboard.mthai.com/images/d77.gif

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255105_0.jpgรูปขนาด 800 x 544 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255105_1.jpgรูปขนาด 800 x 420 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255105_2.jpgรูปขนาด 800 x 600 pixel

 

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255106_0.jpgรูปขนาด 800 x 664 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255106_1.jpgรูปขนาด 800 x 532 pixel

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255106_2.jpgรูปขนาด 800 x 520 pixel

   http://webboard.mthai.com/images/d77.gif

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255107_0.jpg 

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255107_1.jpg  

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255107_2.jpg  

http://picpost.mthai.com/pic/2010-08-16/416806_12255107_3.jpg

 


วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำไมฉันจึงไม่เงินเก็บ..

วัยเยาว์

ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...
ฉันยังเด็กเกินไปที่จะคิด
ชีวิตฉัน เพิ่ง เริ่มต้น ทุกวันนี้ยังต้องแบมือขอเงินพ่อแม่
และฉันไม่เหลือพอที่จะเก็บ ฉันกำลังเล่นสนุก
วันหนึ่งเมื่อฉัน โตขึ้น ฉัน จะเก็บเงิน

วัยรุ่น

ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...

ฉันยัง เรียน หนังสืออยู่

พ่อแม่ให้เงินสำหรับพอใช้ในแต่ละวันเท่านั้น

ฉันยังเก็บเงินไม่ได้หรอก

นอกจากนั้นฉันยังมี เรื่องอื่นๆ

ที่ต้องใช้เงินอีกเมื่อ ฉันเรียนจบ

และถ้าฉัน หาเงินได้ เอง ฉันจึงจะเก็บ
วัย 20

ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...

ฉันเพิ่ง เรียนจบ

ขอเวลาฉันได้พักสมอง บ้าง และฉันยังไม่พร้อมที่จะผูกมัดเรื่องนี้

ฉันยังต้องการแสวงหาความสนุก ในขณะที่ฉันสามารถทำได้

ยังมีเวลาเหลืออีกมากที่จะคิด

ถึงตอนนั้นเมื่อฉัน พร้อม ฉันก็จะเก็บ

วัย 30

ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้
ฉันเพิ่ง มีครอบครัว และต้องรับผิดชอบหลายอย่าง
ค่าใช้จ่ายลูกเดี๋ยวนี้แพงเหลือเกิน
และฉันยังต้องผ่อนหนี้เงินกู้บ้านอีกด้วย
ทุกวันนี้แทบจะชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้ว
ถ้าวันข้างหน้าฉันหาเงินได้ มากกว่านี้ และลูกๆ โตแล้ว ฉันจึงจะเก็บ

วัย 40

ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...
ลูกฉันเริ่มเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย
เดี๋ยวนี้ค่าหน่วยกิตและค่าต่างๆ แพงมาก
ไหนยังต้องผ่อนหนี้เงินกู้ที่ซื้อรถยนต์ให้ลูกอีกฉันกลัวพวกเขา ลำบาก
ตอนนี้ยอมรับว่า ค่า ใช้จ่ายสูง จริงๆ
และเป็นเวลาที่ยากที่จะ เก็บเงิน
แต่อีก สักระยะ เมื่อพวกเขาเรียนจบ การเงินคงจะคล่องตัวขึ้น
ถึงตอนนั้นฉันจึงจะ เก็บ

วัย 50

ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...

ตอนนี้ ลูกๆ เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลายคนกำลังจะแต่งงาน
ฉันอยากให้พวกเขาเริ่มต้นชีวิตที่ดี
นอกจากนี้ฉันยังต้องไปช่วย ญาติ บางคน
ซึ่งตอนนี้พวกเขากำลัง ต้องการความช่วยเหลือ
เหตุการณ์มันไม่ได้เป็นไปตามที่ฉันคิดไว้เลย มันติดขัดไปหมด
โชคดีเมื่อไหร่ ฉันคงจะเก็บเงินได้

วัย 60

ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...
ฉันนึกว่า สถานการณ์ น่าจะดีขึ้น ฉันอยากเกษียณอายุก่อน
แต่ฉันไม่สามารถทำได้
ฉันกำลังพยายามจ่าย เงินติดค้างจำนองบ้านที่เหลือและหนี้สินอื่นๆ
แต่ทุกอย่างยังประดังเข้ามา ไหนจะลูกเอยหลานเอย
ไอ้โน่นไอ้นี่มาลงที่ตัวฉันหมด ถ้า ภาระฉันหมด เมื่อไร
ฉันภาวนาว่าฉันน่าจะ เก็บได้

วัย 70

ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...

ฉัน แก่เกินไป ที่จะเก็บ

เงินบำนาญของฉันก็มีไม่มากพอ

บิลค่ายาและค่าดูแล รักษาพยาบาลระยะยาวทำให้ฉันเป็นห่วงอยู่
ฉันไม่อยากไปเป็นภาระ ของลูกๆ เขา
ฉันน่าจะเก็บตอนที่ฉัน มีและควรเก็บได้

ตอนนี้
มันสายเกินไป....ฉันไม่สามารถ เก็บเงินได้เดี๋ยวนี้จริงๆ.....


ปล. อ่านแล้วอยากให้ส่งต่อ เพราะอย่างน้อยคุณก็ ได้ เตือนสติให้คนอีกหลายคน ได้เก็บเงินตอนที่เขาสามารถเก็บได้

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

อัจฉริยะสร้างได้จริง ๆ

คุณหนูดี – วนิษา เรซ 
การศึกษา  ปริญญาตรี เกียรตินิยมด้านครอบครัวศึกษา Family  Studies มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ คอลเลจพาร์ค สหรัฐอเมริกา
ปริญญาโทเกียรตินิยมด้านวิทยาการทางสมอง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน  ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ (คนเดียวในไทย)
ผู้ชนะล้านที่ 15 รายการ "อัจฉริยะข้ามคืน"
 
ประธานกรรมการ บริษัท อัจฉริยะสร้างได้ จำกัด
 www.geniuscreator.com
ผู้อำนวยการโรงเรียนวนิษา
 www.vanessa.ac.th

 

เทคนิคการจัดการเวลา หรือ กฎการจัดการเวลา 
คนที่ประสบความสำเร็จของทุกๆ เรื่องจะเห็นได้ว่า ปฏิบัติตามกฎ 20:80 
ยกตัวอย่างในบางเรื่อง จะเป็น สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ 20 % และเรื่องไร้สาระ 80% คนที่ประสบความสำเร็จจะเลือกทำ 20% ที่เราต้องทำจริงๆ ก่อน ในขณะที่เราจะเลือกทำเรื่องไร้สาระก่อน ทำให้ละเลย สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ ไป ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องลองปรับมาลงมือทำที่ต้องทำจริงๆ ก่อน
  เช่น ต้องทำการบ้าน อ่านหนังสือ ทบทวน 20% ส่วนการเช็คเมล์ แชทกับเพื่อน ถือเป็น 80% เป็นต้น 

เทคนิคการเก็งข้อสอบ
 
-
 เข้าห้องเรียนทุกครั้ง นั่นเป็นทางลัดที่สุด เพราะใน 1 วิชา มีเนื้อหาสาระมากมาย การเข้าห้องเรียนจะทำให้ทราบว่า อาจารย์จะเลือกตรงไหนมาสอน นั่นคือ เนื้อหาความสำคัญของวิชานั้นๆ 
-
 สังเกตว่าอาจารย์พูดเนื้อหาตรงไหน หรือย้ำเน้น ตรงไหน เพราะอาจารย์จะพูดในสาระสำคัญเสมอ และนั่นคือ ข้อสอบ

 เทคนิคการเรียนดี
- หยุดการ online โดยสิ้นเชิง จนกว่าเราจะควบคุมตัวเองได้ หรือ online เพื่อหาข้อมูลทางวิชาการเท่านั้น เพราะเราจะเบนความสนใจไป ขอเช็คเมล์นิดหน่อย  เข้าเว็บไซต์เพื่อการพักผ่อน เล่นเกมอีก ทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ หากต้องการเช็คเมล์หรือเข้าเว็บเพื่อการพักผ่อน ควรตั้งเวลานาฬิกาปลุกไว้ จำกัดเวลา สัก 15 นาที แล้วหันกลับมาสนใจการเรียน อ่านหนังสือต่อไป
-
 งดการใช้โทรศัพท์เพื่อสังคมครั้งละนานๆ เรามักจะเสียเวลาคุยโทรศัพท์กับเพื่อน แฟน เพื่อการสังคม ขอให้แจ้งเพื่อนๆ ทุกคน และแฟนล่วงหน้าว่า เราต้องท่องหนังสือเตรียมสอบ ไม่สามารถคุยโทรศัพท์ครั้งละนานๆ ได้ หากนานเกินไป ให้ช่วยเตือนด้วย ซึ่งได้ผลดี เพราะเพื่อนจะช่วยเตือนจริงๆ ว่าคุยนานแล้ว ควรวางสาย และอ่านหนังสือได้แล้ว
-
 เมื่อเราได้หนังสือเรียนมาตอนต้นเทอม เราควรอ่านหนังสือตั้งแต่ต้นเทอม ทำให้เมื่อปลายเทอมเราจะมีเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างสบายๆ

เทคนิคการอ่านหนังสือ
- วันแรกของเปิดเทอมให้ตั้งหนังสือทั้งหมดทุกเล่ม แล้วอ่านตั้งแต่วันแรกเลย 
-
 ทำปฏิทินการท่องหนังสือ ติดไว้ที่โต๊ะหนังสือ หัวนอนหรือที่เห็นสะดวก โดยซื้อหรือทำปฏิทินที่เป็นตารางแบบใหญ่มาสามารถเขียนตัวหนังสือได้ มาก 
โดย 1 ปี แบ่งเป็น 4 เดือน / 4 เดือน / 4 เดือน
 
ระยะเวลา 1 เทอม มีทั้งหมด 4 เดือน ให้ติดไว้ทั้ง 4 เดือน เราจะเห็นวันเสาร์ อาทิตย์ในแต่ละเดือน ให้วางแผนว่าจะทำอะไรบ้าง เช่น อ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด ทำกิจกรรมอื่นๆ เราจะมองภาพรวมของแต่ละเทอมได้ชัดขึ้น
 
-
 หากทราบกำหนดสอบปลายภาคของแต่ละเทอม เราสามารถคำนวณย้อนหลังในการวางแผนอ่านหนังสือสอบได้ด้วย  มหาวิทยาลัยในต่างประเทศจะแจ้งตารางสอบให้ทราบตั้งแต่วันแรกที่เรียน แต่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยอาจจะมีบางแห่ง หากเราได้รับแจ้งวันสอบ น้องๆ วางแผนล่วงหน้าการดูหนังสือย้อนหลังได้เลย

การทำให้ความรู้เป็นความทรงจำระยะยาว  
สมองมีความทรงจำระยะสั้น และระยะยาว ความทรงจำระยะสั้น ยกตัวอย่างเช่น เราท่องจำ อ่านหนังสือ ข้ามวันข้ามคืน โดยไม่นอนเลย แล้วไปสอบ ทำคะแนนได้ดี แต่ภายใน 1-2 สัปดาห์ลืมเนื้อหาหมด เพราะสมองจำข้อมูลได้ไม่เกิน 7 ข้อมูล นอกจากน้องๆ จะจดบันทึกแล้วนำมาอ่านทบทวน การอ่านซ้ำๆ จะทำให้ความรู้อยู่ในความทรงจำระยะยาว

สมองจะบันทึกความจำไว้ในเวลาที่เราหลับ ยิ่งเราหลับลึกจะทำให้จำได้ดี น้องๆ ควรพักผ่อนนอนหลับไม่เกิน 4 ทุ่ม ประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ ควรสรุปงานต่างๆ เพื่อนอนให้ได้ภายในเวลา 4 ทุ่ม และยิ่งเราพักผ่อนได้ไม่เกิน 4 ทุ่มจะทำให้ความรู้ที่ได้รับเป็นความทรงจำระยะยาว เพราะฉะนั้นไม่ควรอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ

เทคนิคการอ่านเร็ว
- การเริ่มต้นอ่านหนังสือ อย่าอ่านจากหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายอย่างละเอียด ให้เริ่มจากการอ่านผ่านๆ ดูที่ Bullet หรือตัวหนังสือของแต่ละหน้า ที่เป็นตัวใหญ่ ตัวเน้นสีดำก่อน  ควรอ่านไม่ใช้เวลามากเกิน 10 นาที 
-
 อย่าอ่านสิ่งที่เราอยากรู้ หรือรู้แล้ว ให้เลี่ยงไปอ่านสิ่งที่เรายังไม่รู้หรือไม่เข้าใจก่อน 
-
 หากไม่เข้าใจเนื้อหาให้เรียนถามคุณครูหรือถามเพื่อน  การถามเพื่อนจะให้คำอธิบายด้วยภาษาเดียวกันเข้าใจง่าย แต่ดีที่สุดคือ เรียนถามคุณครูจะดีกว่า โดยเฉพาะคุณครูผู้ออกข้อสอบหรือครูผู้สอน
-
 ทุกครั้งที่อ่านหนังสือจะต้องมีกระดาษหรือสมุดจด ปากกาหลากสี โดยควรอ่านพร้อมจดบันทึกโน้ตย่อด้วย หรือทำ Mind Map หลังจากนั้นจึงมาทบทวนภายหลังจากโน้ตย่อ
 
-
 หัดทำ Mind Map จะทำให้จดจำเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น 
-
 การใช้ปากกาหลากสี จะทำให้จดจำรวดเร็วขึ้น ควรแยกกลุ่มข้อมูล โดยใช้สีต่างกัน 
-
 ติดโน้ตย่อไว้ให้เห็นง่ายๆ เพื่อการทบทวน

หากอ่านหนังสือแล้วง่วงนอน
คุณ หนูดี แนะนำว่าให้เข้านอนเลย เพราะอ่านไปจะไม่รู้เรื่อง แล้วจึงตื่นมาอ่านตอนเช้าตรู่ ดังนาฬิกาชีวิตที่ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วง 4 ทุ่ม ซึ่งประมาณ ตี 3 ร่างกายจะเริ่มทำงาน เช่น ปอด ฉะนั้น เราสามารถตื่นนอนได้ตั้งแต่ ตี 3 เป็นต้นไป แต่หากตื่นไม่ไหว (คุณ หนูดี ไม่ได้ตื่นมาอ่านหนังสือตอนตี 3 เหมือนกันค่ะ)  ตื่นประมาณ 04.30 น.หรือ 05.00 น. ก็ได้